ชาวบ้านงง!เจอศพลอยอืดกลางแม่น้ำจันทบุรี ชื่อ-นามสกุลซ้ำอดีตผอ.โรงเรียนดังเป๊ะ

วันที่ 23 พ.ย. ร.ต.อ.อภิชาติ โกเนตรสุวรรณ รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองจันทบุรี รับแจ้งจากชาวบ้านที่ไปวางอวนดักปลา พบศพชายลอยคว่ำหน้าอยู่ในคลองแม่น้ำจันทบุรี ในพื้นที่หมู่ 9 ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์ร.พ.พระปกเกล้า และหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จันทบุรี

ที่เกิดเหตุบริเวณคุ้งน้ำด้านหลังโรงแรมแห่งหนึ่ง ห่างจากท่าน้ำวัดจันทนารามประมาณ 500 เมตร พบศพชายลอยคว่ำหน้า สวมกางเกงวอร์มขายาวสีดำ ไม่สวมเสื้อ ติดอยู่กับกอผักตบชวา หน่วยกู้ภัยจึงนำเรือท้องแบนออกไปนำศพขึ้นมาให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ

ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลคาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน ทราบชื่อต่อมาคือ นายเดชา ชำนาญกิจ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94/1 หมู่ 4 ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยญาติได้ประกาศตามหาบุคคลสูญหายในโลกโซเชียล นอกจากนั้นยังพบว่าชื่อและนามสกุลผู้ตายไปซ้ำกับอดีตผอ.โรงเรียนอนุบาลชื่อดังในจ.จันทบุรี ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้ว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งชันสูตรที่ร.พ.พระปกเกล้า เพื่อให้แพทย์นิติเวชผ่าพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนให้ญาติรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ที่มา:ข่าวสด

ยิ่งกว่าในฝัน “ดอยพุ่ยโค” สัมผัสทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ขึ้น ลุ้นพระอาทิตย์ตก

หนาวนี้ท่องดอย เที่ยวทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ขึ้น ลุ้นพระอาทิตย์ตก ขอแนะนำ ดอยพุ่ยโค แห่งสบเมยดอยพุ่ยโค หรือดอยพุย ภาษาท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยง ตั้งอยู่บ้านอุมดาเหนือ ตำบลแม่คะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระดับความสูง 1406 เมตรจากระดับน้ำทะเล ห่างจากที่ว่าการอำเภอสบเมยประมาณ 10 กิโลเมตร
ดอยพุ่ยโค ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีทอง วิวทิวทัศน์สวยงามและสุดยอดทะเลหมอกที่สามารถมองวิวได้รอบด้าน 360 องศา สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน ในยามค่ำคืนมีดาวเต็มฟ้า


ระยะทางเดินเท้าไม่ไกลประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ถึงยอดดอย ช่วงเวลาเหมาะสมในการท่องเที่ยวที่จะได้พบกับทุ่งหญ้าสีทองคือ เดือนมกราคม-กุมภาพันธุ์


บนยอดดอยไม่มีที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมเต้นท์ อาหาร และน้ำดื่มมาเอง จากจุดเริ่มเดินเท้าใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที สามารถติดต่อลูกหาบ รถกระบะรับส่งจากอำเภอสบเมยไปยังจุดเริ่มเดินเท้า

ขอบคุณภาพจาก พวงผกา แก้วมณี เพจ หลงเต็นท์


Wynnsoft Solution เราคือแหล่งรวมระบบเว็บไซต์ระดับมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ , รับทำเว็บไซต์ ,SEO ,web design ,web Application และโฆษณา Facebook เรามีความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาระบบการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง รียนรู้และปรับเปลี่ยน Design เว็บไซต์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

หนุ่มออกจากเที่ยวผับ ขอเซลฟี่งูตัวเบิ้ม คิดว่าแค่งูสิง ก่อนรู้ความจริงเล่นเอาสร่าง!!

โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพจากชายคนหนึ่งซึ่งกำลังจับงูขึ้นมาเซลฟี่ โดยระบุว่า ชายคนดังกล่าวเพิ่งออกจากผับมาราว ตี 2 ซึ่งพบกับลุงคนหนึ่งที่นำงูมาขายริมถนน ซึ่งชายคนดังกล่าวเข้าใจว่าเป็นงูสิง จึงขอจับขึ้นมาถ่ายภาพ แต่ผลปรากฎว่ามีคนมาบอกภายหลังว่า จริงๆ แล้วเป็นงูจงอาง ซึ่งภาพดังกล่าวถูกส่งต่อและเป็นการเตือนใจว่า หากไม่รู้จักงูอย่าเข้าไปจับแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะอาจเป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว

ที่มา:ข่าวสด

เจอแล้วหนุ่มขับรถกรมที่ดินชัยภูมิ หลังหายตัวลึกลับนาน 10 วัน พบเป็นศพในไร่มัน

จากกรณีนายเศรษฐ์ภัทร์ วันชัยชินธนา อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 724 หมู่ 14 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถประจำสำนักงานที่ดินชัยภูมิ สาขาอำเภอบัานเขว้า ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยญาติได้ระดมกำลังค้นหาแต่ก็ยังไม่เจอ พบเพียงรถจยย.คู่ใจ ซึ่งอยู่ภายในลานจอดรถของสำนักงานที่ดินอำเภอบ้านเขว้า ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 17 พ.ย. ร.ต.อ.วุฒิชัย ยืนสูงเนิน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ได้รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตซึ่งคล้ายกับนายเศรษฐ์ภัทร์ บริเวณใกล้เสาเชื่อมสายไฟฟ้าแรงสูง ในไร่มันสำปะหลังหลังโรงเรียนบ้านโนนเสาเล้า หมู่ 3 ต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบศพชาย 1 ราย ซึ่งญาติยืนยันว่าเป็นนายเศรษฐ์ภัทร์ นอนเสียชีวิตอยู่ข้างเสาเชื่อมสายไฟฟ้าแรงสูง สภาพศพส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วบริเวณ จากการตรวจสอบตามร่างายไม่พบบาดแผลหรือร่องถูกทำร้ายแต่อย่างใด คาดว่าผู้ตายน่าจะปีนขึ้นไปเสาไฟแล้วกระโดดลงมาเสียชีวิตดังกล่าว

จากการสอบถามนางรินทร์ยุพา วันชัยชินธนา อายุ 54 ปี ภรรยาผู้เสียชีวิต ทราบว่า หลังสามีหายตัวออกจากบ้านมานานนับ 10 วัน และมาทราบว่าสาเหตุที่สามีหายออกจากบ้านเพราะเกิดความน้อยใจได้ไปทะเลาะมีปากเสียงอย่างรุนแรงกันกับแม่ของสามี แล้วตัดสินใจหนีออกจากบ้าน กระทั่งมาพบเป็นดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้มอบศพให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป

ที่มา:ข่าวสด

ล่าสาวแสบแฝงตัวเป็นผู้ป่วยไปหาหมอในรพ. ทำเนียนตีสนิทแม่เฒ่า ก่อนฉวยจังหวะฉกเงินหนีลอยนวล

วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. นำภาพถ่ายคนร้ายเพศหญิง ชาวไทย อายุประมาณ 35-40 ปี รูปร่างท้วม สวมเสื้อยืดลายขวางสีขาวดำ นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สะพายกระเป๋าสีชมพู เข้าก่อเหตุลักทรัพย์ผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มาติดประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันเฝ้าระวังและเตือนให้ผู้ป่วยรวมถึงผู้ใช้บริการคอยระมัดระวังป้องกันการตกเป็นเหยื่อ หลังมีหญิงชราซึ่งรอพบแพทย์ที่แผนกสูตินารีเวช ถูกหลอกลักทรัพย์เงินสดไป 8,000 บาท และมีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อย

โดยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 พ.ย. น.ส.องุ่น บุญศิลป์ อายุ 73 ปี ผู้เสียหาย นำภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาล เข้าพบ ร.ต.อ.มนัส ธรรมดา รอง สว.(สอบสวน) สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อแจ้งความให้ช่วยตามล่าและดำเนินคดีกับหญิงสาวคนดังกล่าว จากการสอบสวน น.ส.องุ่น ให้การว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เดินทางมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายที่แผนกสูตินารีเวช ร.พ.ราษฎร์บูรณะ ขณะกำลังนั่งรอคิวตรวจมีคนร้ายเพศหญิงเข้ามาตีสนิท อ้างว่าเป็นผู้ป่วยที่มารอคิวตรวจกับแพทย์เช่นเดียวกัน และยังอ้างด้วยว่ามีญาตินอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพักด้านบนโรงพยาบาล โดยคนร้ายชวนนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักแล้วเดินหายไป

จากนั้นเมื่อ น.ส.องุ่น จะหยิบเงินในกระเป๋าสะพายก็พบว่า เงินสดภายในกระเป๋าสูญหายไป 8,000 บาท สันนิษฐานว่าถูกหญิงคนร้ายอาศัยช่วงที่ตนเองเผลอล้วงเอาไป จึงแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบ เพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดและนำภาพที่กล้องบันทึกเอาไว้ได้เป็นหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนก่อนประสานฝ่ายสืบสวนตามล่าตัวมาดำเนินคดีลักทรัพย์ต่อไป

ด้าน น.ส.นัชกร รัตนศนันท์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของ รพ.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า อยากฝากประชาสัมพันธ์ กับ ผู้ป่วยสูงอายุ ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาล ควรจะมีบุตรหลาน หรือ ญาติ คอย นั่ง อยู่ด้วยกัน เนื่องจากปัจจุบันนี้มีพวกมิจฉาชีพ แอบแฝง มาก่อเหตุกันทุกรูปแบบ ไม่เลือกสถานที่ก่อเหตุแม้กระทั่งในโรงพยาบาล ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงต้องติดภาพบุคคลต้องสงสัยรายนี้เอาไว้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยและผู้มาใช้บริการคอยระมัดระวังตัว

ขณะที่ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 กล่าวว่า รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วขณะนี้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี ผกก.สส.บก.น.8 นำทีมงานฝ่ายสืบสวนเข้าร่วมคลี่คลายคดีกับตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ โดยในขณะนี้ทราบแผนประทุษกรรมของคนร้ายทุกขั้นตอนแล้ว เหลือเพียงพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐานในการขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาธนบุรี อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าคนร้ายรายนี้ไม่น่าจะก่อเหตุเฉพาะที่โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ เพียงแห่งเดียว แต่น่าจะเคยแฝงตัวเป็นผู้ป่วยเข้าไปหลอกชิงทรัพย์เหยื่อที่โรงพยาบาลอื่นๆ มาก่อนด้วย ดังนั้นหากท่านใดมีเบาะแส เคยตกเป็นเหยื่อ หรือมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลใดมีข้อมูลเก็บเอาไว้ ขอให้โทรศัพท์มาแจ้งรายละเอียดได้ที่เบอร์หัวหน้าสำนักงาน ผบก.น.8 โทร.094-292-6499 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะได้ช่วยกันตามล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ที่มา:ข่าวสด

สื่อนอกตีข่าวเจ้าจ๋อเมืองไทยแอบซดกาแฟนักท่องเที่ยวจนสลบเหมือด กาเฟอีนเกินขนาด

เดลีเมล์รายงานเรื่องราวเจ้าจ๋อในเมืองไทย แอบซดกาแฟจนสลบเหมือด เหตุเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. ร้อนถึงสัตวแพทย์ต้องช่วยดูอาการที่พบว่ามันมีปริมาณกาเฟอีนในร่างกายสูงเกินไป

ปากดำเลย

ลิงตัวดังกล่าวคาดว่ามีอายุราว 6 เดือน นอนสลบไสล ปากดำ ดูออกว่าซดกาแฟเข้าไป เมื่อดูแล้วคาดว่าแอบปีนขึ้นไปดูดกาแฟในถุงพลาสติกแขวนไว้ที่มอเตอร์ไซค์ของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งในเขตบางขุนเทียน ปรากฏว่าเป็นกาแฟที่เข้มข้น มีกาเฟอีนสูงจนมันถึงกับน็อก แพทย์ต้องใช้น้ำเกลือและคาร์บอนช่วยสลายสารกาเฟอีนจากร่างกาย จน 10 ชั่วโมงผ่านไปเจ้าจ๋อถึงได้ฟื้น

สำหรับข่าวดังกล่าวเผยแพร่อยู่ในเพจเฟซบุ๊ก คนรักลิงหัวใจแกร่ง ระบุว่า “ทีมชมรมว่ามีลูกลิงตัวผู้ ไปกินกาแฟของนักท่องเที่ยว สภาพแย่ อาการอ่อนแรงลงเรื่อยๆ แต่ยังสามารถเกาะอยู่บนอกของพี่เลี้ยงที่เป็นตัวผู้ได้ ซึ่งทางทีมงานและสัตว์แพทย์ประจำกลุ่มต้องจับตัวไปรักษาให้เร็วที่สุด เนื่องจากลูกลิงได้รับผลกระทบจากฤทธิ์ของ caffein จากกาแฟอย่างรุนแรง หัวใจเต้นรัว ไม่มีสติ

การจับลิงไปรักษาค่อนข้างยากเนื่องจาก ลูกลิงอยู่บนตัวพี่เลี้ยง เราจึงได้วางยาสลบพี่เลี้ยงลิง โดยอยู่ภายใต้ความดูแลของสัตวแพทย์ประจำกลุ่ม และจับลูกลิงไปขอความเอื้อเฟื้อสถานที่ และอุปกรณ์รักษาจาก รพส.หมอไรวิน ใกล้ๆ กับคุณกะลา

คุณหมอท่านออกตัวกับทางเราว่าไม่ถนัดเรื่องลิงเลย ท่านใจดี ยกห้องตรวจให้กับสัตวแพทย์ของเรา อยากได้อะไรขอให้บอก ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ
หลังจากนั้น เราจึงนำลิงกลับมาดูแลต่อในที่พักของเราตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะประธานชมรมที่อดหลับอดนอนเพื่อลุกขึ้นมาดูแลเจ้าลิงน้อย

ในที่สุดลิงน้อยก็ฟื้นขึ้นมาลุกนั่ง และมีอาการมึน งง อยู่เมื่อช่วง ตอนตี 3 และไม่หลับอีกเลย เมื่อสัตวแพทย์เห็นว่าแาการดีขึ้น มีสติ สามารถกินอาหารได้ จึงได้นำเจ้าลิงน้อยมาปล่อยคืนฝูง ที่ถิ่นคุณกะลา ในเวลา 7 โมงเช้าค่ะ”

ที่มา:ข่าวสด

‘หมอลักษณ์’ฟันธง! ราศีที่ช่วงนี้มีเกณฑ์โดนของและมีเคราะห์หนัก

ในช่วงนี้ดวงชะตาของใครหลายคนอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทางหมอลักษณ์ เรขานิเทศ โหรฟันธงชื่อดัง ได้ฟันธงราศีที่ช่วงนี้มีเกณฑ์โดนของและมีเคราะห์ ในรายงานศึก 12 ราศี

โดยราศีที่มีเกณฑ์โดนของและมีเคราะห์ หมอลักษณ์ฟันธงว่า ราศีมีน

โดยระบุว่า ราศีมีน ช่วงนี้จะมีเคราะห์ โดยช่วงกลางคืนอยากเจออะไรอย่าไปทัก เพราะอาจโดนของและมีเคราะห์ได้ ช่วงนี้จึงควรตั้งสติให้อยู่กับตัว หาพระไปรดน้ำมนต์ เพื่อเป็นการนำสิ่งร้ายๆออกจากตัวไป

ที่มา:ข่าวสด

โดนเทวิ่งมาราธอน! พอวันงานถึงกับเหวอ ไม่มีอะไรเลย จู่ๆ ยกเลิกกระทันหัน เงินก็เก็บไปแล้ว

สมาชิกเฟซบุ๊กเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวสุดฉาว หลังมีการจัดวิ่งมาราธอนที่ จ.พิษณุโลก โดยมีเก็บเงินค่าสมัคร รายละ 400-600 บาท แต่พอถึงเวลากลับไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งรายละเอียดดังกล่าว ทราบว่าได้มีการจัดวิ่งมาราธอน ที่ อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก จากเพื่อนๆ นักวิ่งที่แชร์กันผ่านเฟซบุ๊ก โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. ใช้ชื่องาน และมีการแจ้งกิจกรรมออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งค่าสมัครสำหรับระยะทาง 42 กิโลเมตร 600 บาท 21 กิโลเมตร 500 บาท และ 10 กิโลเมตร 400 บาท

รวมถึงมีการโฆษณาชวนเชื่อมากมายเช่น เงินรางวัลที่ค่อนข้างสูงกว่ารายการอื่นๆ จัดสร้างที่พักใหม่ให้ และเสื้อยี่ห้อดัง จึงตัดสินใจสมัครโดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารตามที่แจ้ง โดยทราบภายหลังว่าเป็นบัญชีของแม่ประธานกรรมการจัดงาน ภายในเวลาไม่นาน ก็มีคนเข้ามาสมัครถึง 1,200 คน และจะมีการส่งมอบเสื้อรวมถึงหมายเลขทางไปรษณีย์ ก่อนถึงวันแข่ง 1 เดือน จากนั้นวันที่ 17 ก.ย. ได้ประกาศว่าส่งทางไปรษณีย์ไม่ทันเพราะการผลิตล่าช้า ให้ไปรับในวันงาน

กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 13 ต.ค. ก็เริ่มมีนักวิ่งทยอยกันมาในพื้นที่เพื่อเตรียมตัว แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรตามที่โฆษณาไว้เลย ที่พักก็เป้นอาคารเรียนในพื้นที่ เสื้อก็ไม่มี เหรียญรางวัล ถ้วยรางวัลก็ไม่มี ไม่มีซุ้มปล่อยตัว ไม่มีเจ้าหน้าที่มาจับเวลาผ่านชิบการ์ด รวมถึงไม่มีป้ายแสดงระยะทาง

จนกระทั่งเจ้าของงานได้ประกาศยกเลิกการจัดงาน โดยอ้างว่าไม่ได้อยากเลิกแต่เหมือนโดนบังคับให้เลิก สุดท้ายมีประกาศให้ส่งข้อมูลทางอีเมล์ เพื่อจะจ่ายค่าสมัครคืนในวันที่ 15 พ.ย.60 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีการทวงค่าสมัครคืน ซึ่งมั่นใจว่าคงจะไม่ได้คืนแล้ว

ที่มา:ข่าวสด

รีวิวสุดจ๊าบ ย้อนอดีตเผยภาพสวนสนุกแฮปปี้แลนด์ ก่อนกลายเป็นตลาดดังทุกวันนี้

เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับยุคนี้ เมื่อมีแหล่งท่องเที่ยว ที่กิน ที่ช้อป เกิดขึ้นที่ไหนก็ต้องมีการเขียนรีวิวถึงสถานที่นั้นๆ แต่กระทู้นีกำลังเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล เมื่อมีสมาชิกพันทิป หมายเลข 4197509 ได้มาตั้งกระทู้ ที่ต้องใช้คำว่าสุดจ๊าบ เพราะเป็นการรีวิวเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปี ก่อน โดยตั้งกระทู้ว่า “ทริปพาลูกเที่ยวแฮปปี้แลนด์เมื่อ 40 ปีก่อน” ซึ่งเดิม บริเวณตลาดแฮปปี้แลนด์ที่คนพลุกพล่านในวันนี้ เมื่อ 40 ปี ก่อน เคยเป็นสถานที่สุดฮิต คือ สวนสนุกแฮปปี้แลนด์ที่ผู้คน พากันไปเที่ยว เรียกได้ว่า เป็นสวนสนุกที่เป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว โดยผู้โพสต์ได้นำภาพของครอบครัวพร้อมบอกเล่าบรรยากาศให้หลายๆ คนได้นึกถึง และเห็นภาพของกรุงเทพเมื่อ 40 ปีก่อนด้วย

ผู้โพสต์ ระบุว่า สมัยที่แม่พาลูกไปเที่ยว ตอนนั้นปี 2521 เศรษฐกิจสมัยนั้นยังไม่ค่อยดี คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่มากนัก จำได้ว่าทองยังบาทละไม่เกิน 3,800 บาท แต่ค่าเข้าสวนสนุกราคา 50 บาท (เด็กเข้าฟรี) ถือว่าแพงเลยทีเดียว การไปเที่ยวทีนึง จึงถือเป็นเรื่องใหญ่

แฮปปี้แลนด์ที่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดสดแฮปปี้แลนด์ หรือหลายคนอาจจะรู้จักในฐานะปลายทางรถเมล์สาย 8 ไปแล้วนั้น ในสมัยเมื่อสัก 40 ปีก่อนนั้นเป็นสถานที่ที่น่าเที่ยว ตื่นเต้นมากๆ สำหรับคนกรุงเทพ มองจากภายนอกเวลานั่งรถผ่าน  จะเห็นเป็นปราสาทแบบฝรั่งดูใหญ่โต ใครๆก็มองจนต้องเหลียวหลัง แม่ก็ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องพาลูกมาเที่ยวสักครั้ง

แล้วแม่กับสามีก็ตัดสินใจจะพาลูกไปเที่ยวกับเค้าบ้าง พวกเราเตรียมตัวกันเป็นอาทิตย์
สมัยนั้นเราเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่แถวราชวัตร วันนั้น เราตัดใจปิดร้านวันนึง ทั้งๆที่ปกติเปิดทุกวันทั้งปีไม่เคยปิด ไม่ว่าจะเทศกาลอะไรก็ตาม พวกเราสามพ่อแม่ลูก ลูกชายแม่ตอนนั้นอายุยังไม่สองขวบดี
เราต้องอาศัยนั่งรถเพื่อนไปด้วยกันจากราชวัตรไปถึงลาดพร้าว แถวๆคลองจั่น ซึ่งขณะนั้นยังเป็นทุ่งนาเต็มไปหมด แต่ถึงแม้รถจะไม่ติด ก็ยังกินเวลาเดินทางเกือบชั่วโมงกว่า

 และก็คงเพราะเราไม่ได้ออกมาเที่ยวกันบ่อยๆ ได้เที่ยวกันที พวกเราก็เลยแต่งตัวกันเต็มที่
แฟชั่นผู้หญิงสมัยนั้นนิยมใส่ชุดเป็นเสื้อและกระโปรงลายดอกไม้สีสวยๆเข้าชุดกัน ผ้าโปร่งๆใส่สบาย
ส่วนผู้ชายนิยมใส่กางเกงทรงมอส หัวเข่าฟิต ปลายขาบานนิดนึง เก๋ทีเดียว เสียดายไม่มีภาพของสามีให้อวดเสื้อผ้าผู้ชายเลย เพราะแกต้องรับหน้าที่เป็นตากล้องให้พวกเราตลอด ยุคนั้นมันไม่มีกล้องเซลฟี่ แถมกล้องสมัยก่อนถ่ายง่ายเสียที่ไหน ต้องปรับอะไรเยอะไปหมด แม่ถ่ายไม่เป็นหรอก สามารถติดตามเรื่องเรื่องเต็มคลิก

ชาวเน็ตช่วยปรับภาพให้มีความสดใสขึ้น

ที่มา:ข่าวสด

อธิบดีสถ.ตรวจตลาดมหาชัย รองรับนโยบาย สร้างตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ

วันที่ 4 พ.ย. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น( สถ.) พร้อมด้วยนายขจร ศรีชวโนทัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงพื้นที่ ตลาดสดเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในการพัฒนาตลาดของท้องถิ่นให้มีความสะอาด จำหน่ายสินค้าที่ปลอดภัย รวมถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหาพื้นที่เพิ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้าขายรายใหม่ที่เป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจหารายได้เพิ่มได้เข้ามาทำการค้าขายด้วย ซึ่งทางกรมได้วางแผนที่จะเปิดตัว “ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ” ในเร็วๆนี้ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีตลาดสดอยู่แล้ว ก็ให้พัฒนาให้มีมาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย สร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้ารับบริการพึงพอใจและกลับมาใช้บริการใหม่

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ได้มาเยี่ยมเยียนชาวตลาดสดเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม เป็นตลาดสดที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีพื้นที่ 2,796 ตารางเมตร มีแผงร้านค้า จำนวน 550 แผง โดยรวมเป็นตลาดสดที่มีการบริหารจัดการที่ดี โครงสร้างมีความเหมาะสมกับการใช้สอย เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังมีการจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่น่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการนัดเวลาทิ้งขยะ นัดเวลาเก็บขยะ โดยใช้หน่วยเคลื่อนที่ที่เรียกว่า “รถนายสะอาด” มีการดำเนินการล้างตลาดสดอยู่เป็นประจำ มีการจัดการควบคุมป้องกันสัตว์และแมลงพาหะนำโรค รวมถึงผู้ค้าขายก็แต่งกายสะอาดเรียบร้อย และมีการฝึกอบรมผู้ขายในด้านสุขอนามัยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ได้ฝากถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการจัดการศึกษาของท้องถิ่น รวมถึงการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการช่วยกันพัฒนาเด็กเล็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างต่อเนื่อง และอย่างถูกวิธี เตรียมความพร้อมที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับการศึกษาขั้นต่อไป เด็กไทยจะได้เติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ามาช่วยพัฒนาประเทศต่อไปได้

ที่มา:ข่าวสด