ล่าสาวแสบแฝงตัวเป็นผู้ป่วยไปหาหมอในรพ. ทำเนียนตีสนิทแม่เฒ่า ก่อนฉวยจังหวะฉกเงินหนีลอยนวล

วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กทม. นำภาพถ่ายคนร้ายเพศหญิง ชาวไทย อายุประมาณ 35-40 ปี รูปร่างท้วม สวมเสื้อยืดลายขวางสีขาวดำ นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สะพายกระเป๋าสีชมพู เข้าก่อเหตุลักทรัพย์ผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มาติดประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันเฝ้าระวังและเตือนให้ผู้ป่วยรวมถึงผู้ใช้บริการคอยระมัดระวังป้องกันการตกเป็นเหยื่อ หลังมีหญิงชราซึ่งรอพบแพทย์ที่แผนกสูตินารีเวช ถูกหลอกลักทรัพย์เงินสดไป 8,000 บาท และมีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อย

โดยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 พ.ย. น.ส.องุ่น บุญศิลป์ อายุ 73 ปี ผู้เสียหาย นำภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาล เข้าพบ ร.ต.อ.มนัส ธรรมดา รอง สว.(สอบสวน) สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อแจ้งความให้ช่วยตามล่าและดำเนินคดีกับหญิงสาวคนดังกล่าว จากการสอบสวน น.ส.องุ่น ให้การว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เดินทางมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายที่แผนกสูตินารีเวช ร.พ.ราษฎร์บูรณะ ขณะกำลังนั่งรอคิวตรวจมีคนร้ายเพศหญิงเข้ามาตีสนิท อ้างว่าเป็นผู้ป่วยที่มารอคิวตรวจกับแพทย์เช่นเดียวกัน และยังอ้างด้วยว่ามีญาตินอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพักด้านบนโรงพยาบาล โดยคนร้ายชวนนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักแล้วเดินหายไป

จากนั้นเมื่อ น.ส.องุ่น จะหยิบเงินในกระเป๋าสะพายก็พบว่า เงินสดภายในกระเป๋าสูญหายไป 8,000 บาท สันนิษฐานว่าถูกหญิงคนร้ายอาศัยช่วงที่ตนเองเผลอล้วงเอาไป จึงแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบ เพื่อขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดและนำภาพที่กล้องบันทึกเอาไว้ได้เป็นหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนก่อนประสานฝ่ายสืบสวนตามล่าตัวมาดำเนินคดีลักทรัพย์ต่อไป

ด้าน น.ส.นัชกร รัตนศนันท์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของ รพ.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า อยากฝากประชาสัมพันธ์ กับ ผู้ป่วยสูงอายุ ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาล ควรจะมีบุตรหลาน หรือ ญาติ คอย นั่ง อยู่ด้วยกัน เนื่องจากปัจจุบันนี้มีพวกมิจฉาชีพ แอบแฝง มาก่อเหตุกันทุกรูปแบบ ไม่เลือกสถานที่ก่อเหตุแม้กระทั่งในโรงพยาบาล ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงต้องติดภาพบุคคลต้องสงสัยรายนี้เอาไว้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยและผู้มาใช้บริการคอยระมัดระวังตัว

ขณะที่ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 กล่าวว่า รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วขณะนี้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี ผกก.สส.บก.น.8 นำทีมงานฝ่ายสืบสวนเข้าร่วมคลี่คลายคดีกับตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ โดยในขณะนี้ทราบแผนประทุษกรรมของคนร้ายทุกขั้นตอนแล้ว เหลือเพียงพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐานในการขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาธนบุรี อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าคนร้ายรายนี้ไม่น่าจะก่อเหตุเฉพาะที่โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ เพียงแห่งเดียว แต่น่าจะเคยแฝงตัวเป็นผู้ป่วยเข้าไปหลอกชิงทรัพย์เหยื่อที่โรงพยาบาลอื่นๆ มาก่อนด้วย ดังนั้นหากท่านใดมีเบาะแส เคยตกเป็นเหยื่อ หรือมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลใดมีข้อมูลเก็บเอาไว้ ขอให้โทรศัพท์มาแจ้งรายละเอียดได้ที่เบอร์หัวหน้าสำนักงาน ผบก.น.8 โทร.094-292-6499 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะได้ช่วยกันตามล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ที่มา:ข่าวสด

ตำรวจเยอรมันตรวจยึด “ยาอี” พิมพ์ใบหน้า “ทรัมป์” มูลค่า 1.5 ล้านบาท

เอพีรายงานวันที่ 22 ส.ค. ว่า ตำรวจเยอรมนีในเมืองออสนาบรุก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ตรวจยึดยาอี พิมพ์เป็นใบหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สีแสด หลายพันเม็ด มีราคาประเมินที่ขายในตลาดราว 39,000 ยูโร หรือราว 1,500,000 บาท พร้อมมีเงินสดอีกปึกใหญ่

 

ตำรวจพบยาอีชุดนี้จำนวนกว่า 5,000 เม็ด ระหว่างเรียกตรวจรถยนต์ทะเบียนประเทศออสเตรีย บนทางหลวง เอ30 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ผู้ขับขี่รถยนต์เป็นชายอายุ 51 ปี และลูกชายอายุ 17 ปี ให้ปากคำตำรวจว่า ก่อนหน้านี้จะไปซื้อรถยนต์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ซื้อไม่ได้ จึงกลับมาเยอรมนี ศาลสั่งให้กักตัวพ่อลูกคู่นี้ไว้ก่อน ส่วนรถยนต์ถูกยึดไปตรวจสอบ

 

ที่มา:ข่าวสด

คู่ทอมดี้จัดวิวาห์สุดหวาน สินสอดอลังการ เจ้าสาวเปิดใจ ขอที่ยืนในสังคมเพศที่3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคู่หญิงรักหญิงที่ได้จัดพิธีแต่งงานสุดหวาน โดยได้รับการเปิดเผยจากเจ้าสาว คือ น.ส.รัชชวรรณ สาทรกิจ หรือ ดรีม อายุ 25 ปี ซึ่งได้เข้าพิธีหมั้นกับ น.ส.หฤทชญา โนนคล้อ หรือ แอ้ม อายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมาและจะมีการจัดพิธีแต่งงานวันที่ 7 ม.ค.60 เปิดเผยต่อ “ข่าวสด” ว่า ได้คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และร่วมกันทำธุรกิจด้วยกัน จากนั้นได้ย้ายไปอยู่บ้านของ น.ส.หฤทชญา ทั้งสองครอบครัวได้รับทราบการคบหากันมาตลอด โดยเมื่อปีก่อนได้ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยคิดว่าจะแต่งงานจดทะเบียนที่นั่นเพราะกฎหมายที่เมืองดังกล่าวสามารถทำได้ แต่ก็ได้ย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อร่วมงานแต่งงานของพี่สาวก่อน ซึ่งในงานแต่งงานของพี่สาว ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านได้พบกันและมีการสู่ขอต่อพ่อแม่ของตน ซึ่งครั้งแรกคิดว่า ครอบครัวจะไม่สามารถรับได้ถึงขั้นแต่งงาน เพราะแม่เป็นข้าราชการ พ่อเป็นนักการเมือง แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ขัดข้องและเปิดโอกาสให้แต่งงานกัน น.ส.รัชชวรรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พี่ชายของตนเองก็เป็นเพศที่สาม แต่ถูกพ่อแม่ ปิดกั้นจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งตนเองก็ไม่รู้สึกชอบผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก เพราะรู้สึกว่าการอยู่กับผู้ชายไม่อบอุ่น แต่ได้พยายามพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัวมาตลอดทั้งการเรียน การทำงาน ที่สามารถจะดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวได้ จนพ่อแม่ก็ยอมรับ แม้ว่าจะมีเพื่อนๆแม่หัวเราะบ้างที่ลูกแต่งงานกับผู้ใหญ่ด้วยกัน แต่ก็ได้บอกกับแม่ว่า ที่ผ่านมาสามารถมีชีวิตที่ดีและดูแลกันได้ โดยที่ญาติพี่น้องทุกคนก็ดีใจด้วยที่เราได้พบกับคนที่ดี ซึ่งการใช้ชีวิตเป็นคู่ปกติหญิงชาย บางครั้งอาจจะไม่ได้พบกับคนที่ดีหรือมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็ได้ โดยฝ่ายเจ้าบ่าวนั้น ก็ได้นำสินสอดมาสู่ขอ เป็นเงินสด 999,999 บาท  เช็ค 1 ล้านบาท โฉนดที่ดิน คอนโด 1 แปลง ทองคำ 5 บาท ชุดเครื่องเพชร 1 ชุด ซึ่งตนไม่ทราบมาก่อนว่าได้เตรียมมาจำนวนนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็นว่า จะมีคนที่สามารถดูแลตัวเราได้“ที่เปิดเผยเรื่องราวในครั้งนี้ เพราะอยากบอกต่อสังคมว่า การเป็นเพศที่สามนั้น ควรจะมีที่ให้ยืนในสังคมได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดกับตนเองก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและอยากเปิดเผยให้คนยอมรับ ว่าเราก็สามารถเป็นคนดีของสังคมได้ ส่วนเรื่องสิทธิทางกฎหมายนั้น ก็อยากเห็นสังคมให้โอกาสเพศที่ 3 ให้ได้รับความคุ้มครอง เหมือนคู่ชายหญิงทั่วไป”น.ส.รัชชวรรณ กล่าว  

ที่มา>>>ข่าวสด

ยืนยันดับชัวร์ ไฟป่าดอยสุเทพ-ปุย วอด 290 ไร่ สรุปคนลอบเผา 4 จุด!

คนร้ายก่อเหตุลอบเจาะเซฟธนาคารสาขาในเขต อ.ชะอำ ขโมยเงินหนีหลัก 10 ล้านบาท วงจรปิดจับภาพชายสวมไอ้โม่งได้ ตำรวจเร่งตรวจสอบ ติดตามคนร้ายดำเนินคดี …

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม ผกก.สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาชายหาดชะอำ ถนนร่วมจิตต์ อ.ชะอำ ว่ามีคนร้ายได้เข้ามาทำการตัดตู้เซฟ และสามารถนำเงินภายในตู้ไปได้ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.ประหยัด ภูชนะศรี รอง ผกก.สืบสวน สภ.ชะอำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ชะอำ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งรุดเข้าไปตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ธนาคาร เล่าว่า ตนเองเข้ามาทำงานตามปกติแล้วก็สังเกตเห็นว่าตู้เซฟเหล็กที่เก็บเงินสดซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างบริเวณใต้บันได มีรอยไฟไหม้ผนังเซฟซึ่งเป็นเหล็กถูกแก๊สเป่าเสียหายเป็นรูกว้าง เงินสดที่อยู่ภายในตู้เซฟนั้นหายไปจนหมด จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าคนร้ายน่าจะตัดกุญแจบันไดทางขึ้นตึก ด้านข้างที่อยู่ติดกัน ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึก ก่อนข้ามผนังกั้นห้องเตี้ยๆ ที่ดาดฟ้าบนชั้นสามของธนาคารและทำลายกุญแจประตูกั้นดาดฟ้าของตึกธนาคาร ก่อนลงมาได้ทำลายเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด ทำลายสัญญาณเตือนภัย ที่จะมีการลิงก์แจ้งเหตุไปที่ สภ.ชะอำ ก่อนใช้แก๊สตัดตัวตู้เซฟ และนำเงินทั้งหมดหลบหนีไป

พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 02.30 น. ได้มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นที่ สภ.ชะอำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาทำการตรวจสอบแล้ว ด้านหน้าและบริเวณรอบด้านนอกแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด แต่สามารถตรวจสอบภายในธนาคารได้ กระทั่งทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้โทร.มาแจ้งเหตุ

ด้านนายอัฐพล สมัครรัฐกิจ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาหัวหิน ประธานธนาคารกรุงเทพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี ตรวจสอบว่า เบื้องต้นตู้เซฟดังกล่าวมีเงินสด ซึ่งเป็นเงินสกุลไทยและเงินสกุลต่างประเทศ รวมอยู่ประมาณ 10 ถึง 11 ล้านบาท ได้ถูกโจรกรรมไปจนหมด สำหรับ ธนาคารที่ถูกโจรกรรมเป็นธนาคารสาขาย่อยให้บริการรับฝากเงินสดและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยปกติเมื่อ แล้วเสร็จเวลาทำการ จะทำการรวบรวมเงินไปเก็บที่ สาขาใหญ่ แต่ในช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องระยะยาว จึงมีกำหนดเก็บเงินในวันเปิดทำการซึ่งเป็นวันนี้ กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบปรากฏว่าเงินถูกโจรกรรมไปจนหมดแล้วเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่อยู่ใกล้เคียงพบรถต้องสงสัยเป็นรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ตอนครึ่ง สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาจอดบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุช่วงเวลา 21.00 น. วันที่ 8 พ.ค.ก่อนขับออกไป และกลับเข้ามาในช่วงเวลา 01.00 น. เศษ ของวันที่ 9 พ.ค. มีสัญญาณเตือนไปที่ สภ.ชะอำ เวลา 02.00 น. และในช่วงเวลา 02.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจตรวจสอบ ไม่พบรถต้องสงสัยแล้วคาดว่าน่าจะใช้เวลาโจรกรรมประมาณ 30 นาที

อย่างไรก็ตาม ขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดในธนาคาร จับภาพชายสวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้าใส่เสื้อคลุมแขนยาวได้ 1 ราย ก่อนกล้องถูกทำลายซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนต่อไป.

ที่มา>>>Thairath